เสียงแห่งความรู้
 โดย ดอน มิเกล ครูซ
 
ทบทวนเรื่องราวหนังสือโดย รีโอ ครูซ

Home Pageประสบการณ์ใกล้ตาย – เรื่องเล่าล่าสุดเล่าประสบการณ์ใกล้ตายของคุณ

 หนังสือเรื่องเสียงแห่งความรู้ โดย ดอน  มิเกล รูซ  ไม่ได้มีผลกระทบอย่างมหันต์ต่อตัวผมเหมือนเรื่อง The Mastery of Love และ The 4 Agreements  อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้ก็แล้วกัน  แต่หนังสือนั้นมีชีวิตชีวาและเติบโตเรื่อยๆ เราก็เลยไม่อาจรู้ได้  อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นหนังสือเล่มเล็กที่เยี่ยมยอดและมาจากคนที่รู้วิธีที่จะพูดกับผมโดยตรง  เมื่อมองจากระดับส่วนตัวแล้ว ใช่ หนังสือเหล่านี้เกี่ยวกับตัวผมทั้งนั้นและเขียนขึ้นสำหรับผมด้วย  และเป็นไปไม่ได้ที่จะถอนความสำคัญของมันออกจากสภาพแวดล้อมของผม  ผมคิดว่าหนังสือที่มีผลกระทบต่อเราในทางที่สำคัญนั้น ถูกเขียนขึ้นมาสำหรับเรา  ดังนั้นผมจึงไม่ค่อยแนะนำหนังสือให้ผู้ใดนัก  รวมถึงเล่มนี้ด้วย  ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ ผมชอบเรื่องนี้มากๆ อยู่ดี 
จากการอ่านเรื่องประสบการณ์ใกล้ตายต่างๆ ที่อยู่ในหนังสือ และในเว็บไซท์ NDERF ผมสามารถสรุปได้ว่าเราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในแบบที่เราเป็น  รวมถึงวิธีการเข้าใจใน  “เรื่องที่ดี, เรื่องที่ไม่ดี, และเรื่องที่น่าเกลียด”  เราไม่ได้ต้องการการแทรกแซงของโปรแกรมทางศาสนา  โปรแกรมทางด้านช่วยเหลือตนเองหรือแม้กระทั่งการบำบัดเพื่อทำให้เราสมบูรณ์แบบ  จริงๆ แล้วเราเป็นในทุกอย่างๆ ที่เราต้องการจะเป็น ที่เราเคยเป็น  และที่จะเป็นต่อไปในอนาคตด้วย  อยู่ๆ ประเด็นนี้ก็เกิดขึ้นในตัวผมในวันหนึ่งขณะที่ผมกำลังอุ้มลูกแมวตัวใหม่ของเราที่ชื่อสเค้าท์ในมือข้างเดียว  ในตอนที่อุ้มแมวไว้ในมือ  ผมมองมันแล้วมันก็มองกลับด้วยวิธีที่เปิดเผยและบริสุทธิ์มากเสียจนกระทั่งมันเหมือนกับว่าผ้าสมมุติบางๆ ที่กั้นระหว่างเรานั้นถูกเปิดขึ้นและผมก็มองเห็นความสมบูรณ์แบบและความสวยงามของมัน  มันสมบูรณ์แบบในแบบที่มันเป็น  ไม่มีสิ่งใดที่มันจะทำที่ทำให้ความสมบูรณ์แบบนั้นพังทลายลง  ไม่แม้กระทั่งการที่มันจะไปล่าและฆ่าฮัมมิ้งเบิร์ดหรือการไล่จับหนู  และในวินาทีนั้น  ผมตระหนักว่ามันเป็นตัวแทนผมและพวกเราทุกคนที่ทำให้รู้ตัวเองว่าเราทุกคนและทุกสิ่งทุกอย่างนั้น สมบูรณ์แบบในแบบที่เป็น  ทุกอย่างเป็นไปในแบบที่มันควรเป็น  รวมไปถึงความรู้สึกที่เรามีบ่อยๆ ที่ว่าเราควรปรับปรุงสิ่งต่างๆ ซึ่งสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว  มันฟังดูเหมือนคำพูดที่ผิดปกติ  แต่มันไม่ผิดปกติสำหรับผม  มันรู้สึกเหมือนเป็นความจริง  รู้สึกเหมือนเป็นความรัก 

กระนั้น มันสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในวัฒนธรรมของเรา ในข่าว ในไบเบิล ในปฏิกิริยาของเราซึ่งกันและกันนั้นมีคุณค่าในการส่งเสริมความคิดเกี่ยวกับความสมบูรณ์แบบแห่งจักรวาลนี้น้อยมาก  ในทางตรงกันข้าม  ทุกๆ อย่างแสดงให้เห็นในทางตรงกันข้าม  ก็คือ มนุษย์เป็นสัตว์เลวทรามที่มาจากนรกซึ่งทำแต่สิ่งไม่ดีต่อทุกๆ อย่างที่เป็นวิญญาณ  เป็นพระเจ้า  ทุกอย่างที่สวยงามและที่ดีต่อตัวเราเอง  เราไม่ดีพอ  เราไม่ฉลาดพอ  เรามีความสามารถไม่พอ  เราสวยงามไม่พอ  เราสูงเกินไป  เราเตี้ยเกินไป ....ฯลฯ  จริงๆ แล้วเราเป็นสัตว์ที่เลวทรามซึ่งต้องการการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกเพื่อที่จะสามารถกลับไปยังสวรรค์ได้ 

กระนั้น  ดอน  มิเกล รูซ ก็ได้ก้าวเข้ามาในความน่าเกลียดนี้เพื่อที่จะทำให้เราแน่ใจว่าทุกอย่างโอเคและเราก็เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบอย่างที่เราเป็นอยู่  ในเสียงแห่งความรู้  รูซทำให้ความคิดเรื่องความสมบูรณ์แบบของเราเป็นศูนย์กลางการพูดคุยของเขา  เขาวิเคราะห์นิทานเรื่อง  เดอะการ์เด้น ออฟ อีเดน ในวิธีที่ทำให้ความหมายของนิทานนั้นดูชัดเจน  เขาวิเคราะห์ว่ามนุษย์เราเคยและยังคงสมบูรณ์แบบภายในสวรรค์  แต่เราได้ฟังคำโกหกซึ่งถูกแทรกเข้ามาในกระบวนการเพิ่มเติมทางด้านวัฒนธรรม (ต้นไม้แห่งความรู้) ซึ่งได้เติบโตในจิตใจของเราตั้งแต่เยาว์วัยและตอนนี้เราก็ยอมรับว่ามันเป็นความจริง  กระนั้น เราสามารถเปลี่ยนคำโกหกเหล่านี้ให้เป็นความจริงแห่งความรักและปล่อยให้ความสมบูรณ์แบบของเราเปล่งประกายออกมาอีกครั้ง  ขอบคุณคุณรูซ สำหรับการส่งเสริมนั้น  

อีกการส่งเสริมหนึ่งที่ดอน มิเกลได้ให้กับข้าพเจ้าคือความที่ที่จะบอกให้คนอื่นรู้ถึงความรักของเราโดยใช้วาจา  การที่ข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องเล่าเหตุการณ์ใกล้ตายต่างๆ ได้ทำให้ข้าพเจ้ารีบบอกรักกับคนที่ข้าพเจ้ารักในชีวิตนี้  แม้ว่าเพิ่งพบกันไม่นานก็ตาม  ห้าปีที่แล้วข้าพเจ้าได้เป็นอาสาสมัครในโรงพยาบาลที่ดูแลคนที่กำลังจะเสียชีวิตเนื่องจากข้าพเจ้าได้อ่านและสัมผัสกับผู้คนที่เคยมีประสบการณ์ใกล้ตาย  ผู้คนที่กำลังจะเสียชีวิตเหมือนจะสามารถยอมรับการแสดงออกแห่งความรู้สึกจริงจังและอบอุ่นได้โดยไร้ปัญหา  ถึ้งแม้ว่าข้าพเจ้าเพิ่งได้รู้จักพวกเขาก็ตาม  แต่มันไม่ได้เป็นแบบนี้ในกรณีของ “คนปกติ”  ซึ่งการแสดงของด้านความรักของข้าพเจ้าถูกพวกเขามองว่าแปลกเพราะพวกเขาไม่ได้มีมุมมองเหมือนข้าพเจ้า  และมันไม่ค่อยมีอะไรในวัฒนธรรมของเราที่ส่งเสริมความคิดที่จะแสดงออกถึงความรักต่อคนที่เราเพิ่งรู้จัก  ยกเว้นบทเขียนต่างๆ ของดอน มิเกล รูซ :  
“ผมไม่กลัวที่จะบอกคุณว่า “ผมรักคุณ”  ใจของคุณก็จะบอกว่า “คุณรักฉันได้อย่างไรในเมื่อคุณไม่รู้จักฉันเลย”  ผมไม่จำเป็นต้องรู้จักคุณ  ผมไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความรัก  ผมรักคุณเพราะมันเป็นความสุขของผม  การที่มีความรักออกจากตัวผมทำให้ผมมีความสุข  และมันไม่สำคัญหากคุณปฏิเสธผมเพราะผมไม่ปฏิเสธตนเอง” เสียงแห่งความรู้  หน้า 165-166

โอ....ขอบคุณมาก คุณรูซ  ข้าพเจ้าต้องการสิ่งนั้น 
นี่เป็นอีกตัวอย่างของความสนับสนุนจากรูซ........เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ข้าพเจ้าพูดคุยกับผู้คนที่ไร้ตัวตนซึ่งอาศัยอยู่ในหัวของข้าพเจ้าเอง  ข้าพเจ้าไม่ได้บ้า ถึงแม้ว่าเพื่อนและคนรักอาจบอกว่าข้าพเจ้าบ้าก็ตาม  ข้าพเจ้าแค่มีคนที่ข้าพเจ้าเอาไปไหนต่อไหนด้วยในหัวสมองของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าจะสื่อสารกับคนเหล่านี้ตลอด  แม้กระทั่งตอนที่อยู่กับผู้อื่นก็ตาม ข้าพเจ้ายังสามารถคุยกับเพื่อนไร้ตัวตนของข้าพเจ้าได้อย่างยาวนาน น่าสนใจ สนุกสนานและตลก และยังสามารถทำไม้ทำมือ  พยักหน้า  ยิ้ม  หัวเราะ และแสดงสัญญาณอื่นๆ แห่งการพูดคุยอีกมากมายได้ด้วย  ข้าพเจ้าตระหนักว่าการพูดคุยเหล่านี้เป็นการฝึกซ้อมสำหรับบทสนทนาที่จะเกิดขึ้นจริงๆ ในอนาคตกับคนที่มีตัวตนจริงๆ  ดังนั้น เมื่อข้าพเจ้าพูดถึงเรื่องอะไรก็ตามที่เคยซ้อมในหัวของข้าพเจ้าแล้วนั้น  มันก็จะสมบูรณ์เพราะข้าพเจ้าเคยซ้อมมาแล้วนั่นเอง  ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม  บทสนทนาเหล่านี้นั้นจะสนุกและดีสำหรับข้าพเจ้าเสมอ 

ส่วนใหญ่แล้วเราถูกสอนมาว่าการพูดคุยกับตัวเองเป็นสิ่งไม่ดี  และเราต้องหยุดมันเพื่อเชื่อมต่อกับพื้นที่อันสูงส่งของวิญญาณและเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้สึกสบายและสงบ  รูปแบบการนั่งสมาธิบางอย่างก็ไม่ได้มีผลดีต่อสิ่งนี้เลย  มันถูกออกแบบมาเพื่อปิดเสียงต่างๆ ที่เราคิดอยู่ในหัว  แต่ถ้าเกิดคุณเป็นคนแบบข้าพเจ้าที่ได้รับความสงบและความสบายอย่างมากจากการพูดคุยกับตัวเองล่ะ  จะเป็นอย่างไร  ดอน มิเกล ได้กล่าวว่า 
                “คุณสามารถตกลงว่าจะเคารพตนเองได้  ให้คุณแนะนำการเคารพตนเองและบอกเสียงในหัวคุณว่า “ได้เวลาที่เราต้องเคารพกันและกันแล้วนะ”  การตัดสินหลายๆ อย่างจะจบลงตรงนั้น และการปฏิเสธตนเองส่วนใหญ่จะจบลงตรงนั้นด้วย  หลังจากนั้นคุณสามารถอนุญาตให้เสียงนั้นพูดได้  แต่บทสนทนาจะดีขึ้นเยอะ  คุณจะมีความคิดดีๆ และบทสนทนาดีๆ หลายอย่างในหัว และเมื่อคุณต้องแสดงให้ผู้อื่นทราบ  พวกเขาจะชอบสิ่งที่คุณพูด  คุณจะพบว่าตนเองยิ้มและสนุกสนาน  แม้คุณจะอยู่คนเดียวก็ตาม” หน้า 167 

ทีนี้คุณได้ยินดอนบอกแล้วใช่มั้ย  ข้าพเจ้ารู้สึกดีขึ้นเยอะ......และขอขอบคุณคุณดอนอีกครั้ง 
หนังสือเรื่องเสียงแห่งความรู้เป็นภาพสะท้อนของการเดินทางของข้าพเจ้า และยังได้เปิดประตูที่ใหม่  น่าตื่นเต้น และไม่คาดคิดสำหรับข้าพเจ้า  ข้าพเจ้ามีปัญหาทางประสาทที่เรียกว่าโรคไดสโตเนียซึ่งทำให้เจ็บตา  ช่องคอ  และคอด้านนอก  ข้าพเจ้าเป็นมา 5 ปีแล้วและมันก็ค่อยๆ แย่ลง..จนถึงขั้นที่ข้าพเจ้าไม่สามารถขับรถได้อย่างอิสระหรือทำหลายๆ ที่เคยทำได้ก่อนหน้านี้  แต่ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ  ตอนแรกที่รู้ว่าเป็นไดสโตเนีย ความคิดแรกของข้าพเจ้าคือ “ฉันรู้แล้วว่าเธอมา  เข้ามาข้างในก่อนสิและบอกฉันทีว่าเธอมีอะไรเสนอให้ฉันบ้าง”  มันไม่มียาตัวใดที่ดีสำหรับการแก้โรคนี้  ดังนั้นวิธีของข้าพเจ้าก็ดีพอๆ กัน  ข้าพเจ้ามองว่ามันเป็นครู  และกำลังดูว่ามันสอนอะไรข้าพเจ้าได้บ้าง  มันไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะทักษะการใช้ภาษาของปีศาจตนนี้นั้นไม่ดีเลย  หรือไม่ก็เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้ฟังที่ไม่ดี  ถึงกระนั้น  สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้มาก็คือมีบางกิจกรรมที่ทำให้มันสงบลงและบางกิจกรรมก็ทำให้มันตื่นขึ้นมา  การนอนหลับเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้มันสงบ  ในตอนที่ข้าพเจ้านอน อาการของโรคก็หายไปหมด  โรคทางประสาทหลายๆ โรคจะเป็นแบบนี้  ข้าพเจ้าเห็นได้ด้วยว่ามันหายไปเมื่อข้าพเจ้ากึ่งตื่นกึ่งหลับ  เรามาเรียกกันว่าเป็น “ช่วงมึนงง” หรือ “การอยู่ในแสงสว่าง” หรืออะไรอื่นๆ ก็ได้  แต่ประเด็นก็คือ  ข้าพเจ้าคิดได้ว่าคงต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างตอนที่อยู่ในแสงสว่างกับการหลับและกลายเป็นการบำบัดโดยสะกดจิตให้หลับเพื่อให้ได้มาซึ่งความสามารถในการจัดการทำให้ปีศาจนี้เชื่องลง 

พร้อมกันนั้น ข้าพเจ้าได้อยู่บนทางเดินแห่งจิตวิญญาณในการเรียนรู้ที่จะควบคุมการรักแบบไร้เงื่อนไขตั้งแต่ได้อ่านเรื่อง เดอะ
มาสเตอรี่ออฟเลิฟ  ในความเห็นของข้าพเจ้าและในโลกส่วนตัวของข้าพเจ้าแล้ว นี่คือ “เส้นทางที่ดีที่สุด”  และเนื่องจากว่าผู้นำ
ด้านจิตวิญญาณของข้าพเจ้าคือผู้ที่เคยมีประสบการณ์ใกล้ตายทั้งนั้น ดอน มิเกล รูซ ได้รับความสนใจของข้าพเจ้าเนื่องจากว่า
เขาก็เคยมีประสบการณ์ใกล้ตายและได้เล่าถึงมันในบทที่ 11 ในหนังสือเรื่องเสียงแห่งความรู้และสิ่งที่เขาได้บอกให้เราผู้อ่าน
รู้ก็คือมันเป็นไปได้ที่เราจะเพิ่มความรักโดยการไปในที่ที่ผู้เคยประสบเหตุการณ์ใกล้ตายเคยไป  ในที่แห่งนั้น ดวงตาแห่งจิต
วิญญาณของเราถูกเปิดขึ้นและเราก็เห็นและรู้สึกถึงความรักในทุกหนแห่ง
 
ในความเป็นจริงแล้ว  ข้าพเจ้าไม่เคยต้องการที่จะมีประสบการณ์ใกล้ตายเลยเพราะแค่ได้ยินเรื่องราวประสบการณ์ใกล้ตาย
ก็เพียงพอแล้วสำหรับข้าพเจ้า  อีกอย่าง ในตอนนี้ข้าพเจ้ายังไม่ได้สนใจในเรื่องความตายเลยการมีชีวิตนั้นยังสนุกอยู่สำหรับ
ข้าพเจ้า แม้จะว่าปีศาจจะอยู่ใกล้ๆ ข้าพเจ้าก็ตาม  อย่างไรก็ตามหลังจากที่ได้มีประสบการณ์แห่งแสงสว่างและความมึนงง
ข้าพเจ้าก็เริ่มอ่านเสียงแห่งความรู้ และดอน มิเกล ได้เล่าถึงสถานที่แห่งแสงสว่างและความมึนงงซึ่งสามารถรับประสบการณ์
ใกล้ตายได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตาย  ช่างเป็นอะไรที่ดีจริงๆ  ข้าพเจ้าสามารถไปในที่ๆ ไม่ต้องรู้สึกถึงอาการ
ไดสโทเพีย แถมข้าพเจ้ายังสามารถเพิ่มสามารถในการที่จะรักอย่างไร้เงื่อนไขได้ด้วยในเวลาเดียวกัน  และในขณะที่ข้าพเจ้า
เพิ่งเริ่มที่จะผจญภัยในเรื่องนี้และไม่มีความคาดหวังหรือกำหนดเวลาหรืออะไรต่างๆ ทั้งสิ้น  ข้าพเจ้าตื่นเต้นที่จะรอดูว่ามัน
จะพาข้าพเจ้าไปถึงไหน   

ในการที่เรารับรู้ถึงสิ่งที่เราเป็นจริงๆ และการที่ได้เห็นตัวเองและคนอื่นโดยผ่านสายตาแห่งความรัก ไม่ใช่ความโกหก  เรา
จึงสามารถซาบซึ้งและรักใคร่สิ่งต่างๆ ได้   เสียงแห่งความรู้ช่วยให้เรารับทราบถึงสิ่งนี้  หนึ่งในหลายๆ บทที่ข้าพเจ้าเห็นว่า
มีคุณค่าในการทำให้เรารับทรายสิ่งต่างๆ คือบทที่  7  “ความรู้สึกคือความจริง  เสียงแห่งความรู้ไม่ใช่ความจริง”  ดอน มิเกล
ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่แท้จิรงที่เรามีก็คือความรู้สึกเนื่องจากว่าความรู้สึกของเรานั้นมาจากการรับรู้ในจิตวิญญาณของเราเอง  มันไม่
มีทั้งความรู้สึกที่ดีหรือไม่ดี  แม้กระทั่ง ความโกรธ ความหึงหวง ความอิจฉา ความรู้สึกผิด  และความอายนั้นสามารถช่วย
ให้เราเดินทางไปสู่ความรักได้  สิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกเหล่านี้นั้นไม่มีตัวตน เพราะมันเกิดจากเสียงแห่งความรู้หรือไม่ก็เสียง
แห่งความโกหกที่อยู่ในหัวของเราเอง  นี่คือการรับรู้ที่มีค่าสำหรับพวกเรา  สำหรับข้าพเจ้ามันหมายความว่าเมื่อข้าพเจ้ารู้สึก
กลัว หรือโมโห  รู้สึกผิด หรืออาย ซึ่งทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าไม่สมบูรณ์แบบแบบที่เคยเป็น สาเหตุก็คือเพราะข้าพเจ้าได้ยอมรับ
การโกหกซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความสมบูรณ์แบบของข้าพเจ้าเลย  ในการที่ยอมรับการโกหกนี้  ข้าพเจ้าได้ทำลายความสนุก
ความสุขและความรักของตนเอง  ดังนั้น แม้กระทั่งความรู้สึกในทางลบยังสามารถสอนเราให้สกรีนสิ่งที่เราเลือกและ
สิ่งที่เราเห็นด้วย  และทำให้เราอยู่บนเส้นทางแห่งความรักได้  เราอยู่ว่าเราอยู่ในเส้นทางนั้นเพราะเรารู้สึกถึงความรัก
ความสนุก และความสุขที่ออกมาจากตัวเราเอง  สิ่งนี้ทำให้ข้าพเจ้าสามารถเข้าใจบทกลอนของรูมี่ ซึ่งข้าพเจ้าเคยคิดว่า
เป็นบทกลอนที่น่ารำคาญใจ
 
เดอะ เกสท์ เฮ้าส์
มนุษย์คนนี้คือเกสท์ เฮ้าส์
ทุกเช้ามีสิ่งใหม่เข้ามา
ความสนุก  ความกลุ้ม  ความใจร้าย
การรับรู้เพียงชั่วคราวได้เข้ามา
เป็นเหมือนแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
ให้ต้อนรับและทำให้มันสุขสม
แม้ว่ามันจะเป็นเพียงความเศร้า
ซึ่งเข้ามากวาดล้างบ้านของคุณ
ทำให้เครื่องเรือนหายไป
แต่ก็ควรรับแขกอย่างมีเกียรติ
เพราะมันอาจกวาดล้างให้คุณได้รับสิ่งใหม่ที่ดีกว่า
ความคิดที่ชั่วร้าย  และความไม่ดี
ให้ไปพบมันที่ประตูและหัวเราะ
เชิญมันเข้ามา
ให้ซาบซึ่งไม่ว่าใครมาก็ตาม
เพราะมันถูกส่งมา
ให้เป็นผู้นำทางจากเบื้องหน้า
 
ใช่  นั่นเป็นสิ่งที่ดอน มิเกลกล่าวเช่นกัน  ความรู้สึกของเราเป็นสิ่งที่บอกเราว่าเราเป็นอย่างไรและเราสามารถเดินทางเข้าไป
ในความรักได้มากเท่าใด  เมื่อเรารู้สึกถึงสิ่งที่ไม่ดี  เรารู้ว่าความรู้สึกเหล่านั้นมาจากสถานที่แห่งการโกหกและการทำลาย 
เมื่อเรารู้สึกถึงสิ่งดีๆ เช่น ความสุข ความสนุก ความรักใคร่ ความเข้าใจ  เราอยู่ในสถานที่แห่งความรัก  ซึ่งเป็นสถานที่ที่ดี
 
เสียงแห่งความรู้แสดงให้เราเห็นว่าการกลับสู่สวรรค์ของเรานั้นอยู่ภายในตัวเราเอง  พระเจ้าเคยบอกไว้ว่า “สวรรค์อยู่ภายใน
ตัวคุณ”  เราแค่ต้องคอยฟังความจริง (ความรัก) แทนที่จะฟังคำโกหกแห่งความกลัว –โดยเฉพาะการโกหกเกี่ยวกับตัวเราและ
ผู้อื่น -- ซึ่งคอยมาสะกิดสมองเรา  เมื่อถึงคราวนั้น เราจะทิ้งนรกแห่งนี้และจะกลับเข้าสู่สวรรค์ ที่ซึ่งความรักของเราเพิ่มขึ้น
และแผ่กระจายจากตัวเราสู่จักรวาล  ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่ควรทำสำหรับตัวเราและผู้อื่น
 
ริโอ ครูซ