Home Pageประสบการณ์ใกล้ตาย – เรื่องเล่าล่าสุดเล่าประสบการณ์ใกล้ตายของคุณ

มูกูราอินดา ดี ประสบการณ์ความตาย

Experience description: 

ขณะเกิดเหตุ ผมกำลังเรียนไฮสกูลอยู่ ซึ่งสังกัดในกลุ่มของศาสนาคริสตจักร ที่เมืองเอเปเก้-มุฉา  และแล้ววันหนึ่งผมก็ล้มป่วยลงด้วยโรคมาเลเรีย  ซึ่งกำลังแพร่ระบาดอยู่ในบริเวณดังกล่าว ขณะที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลนั้น ไม่มีสัญญาบ่งชัดถึงความเจ็บป่วยของผมให้เห็นเลย  แต่ผมก็เริ่มรู้สึกตัวว่า ร่างกายเริ่มอ่อนแรงลง อ่อนแรงลง ตามลำดับ  คุณหมอที่รักษาผมได้บอกให้คุณพ่อของผมนำผมกลับไปรักษาตัวที่บ้านจะดีกว่ามาที่โรงพยาบาล เพื่อรับการรักษาแบบแผนโบราณ เนื่องจากเคมีของยาสมัยใหม่ไม่สามารถรักษาผมได้  ผมจึงถูกนำตัวกลับบ้าน  หลังจากนั้น อีกเพียง 3 วัน ผมก็ป่วยหนักเหมือนไอ้บ้าคนหนึ่งเลยทีเดียว  ผมเริ่มแหกปากร้องและพูดจาเสียงดังแบบไม่มีเหตุผลทั้งกลางวันและกลางคืน 

คุณพ่อคุณแม่พาผมกลับไปที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง  ระหว่างที่อยู่ในรถยนต์ของการเดินทาง ปรากฏว่า รถวิ่งต่อไปไม่ได้ เนื่องจากปัญหาขัดข้องทางเทคนิคของรถยนต์  ผมจึงถูกนำไปรักษาที่คลินิกเล็กๆแห่งหนึ่งแทน เพราะผมพูดพร่ำแบบไร้สาระจับต้นชนปลายไม่รู้เรื่องตลอดเวลา เขาจึงฉีดยาเพื่อสงบสติอารมณ์ให้ผม 1 เข็ม เพื่อช่วยให้ผมนอนหลับพักผ่อนได้  หลังจากนั้น ผมก็นอนหลับสนิทไม่รู้สึกตัวเลยตลอด  ในขณะที่ผมกำลังหลับอยู่นั้น  ผมก็เห็นแสงสว่างจ้าโดยที่ผมขณะนั้น ก็อยู่ในความกระหายน้ำอย่างมาก  ผมก็เห็นมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ภายในต้นไม้ใหญ่นั้น ก็พบว่า มีขวดน้ำดื่มอยู่ขวดหนึ่ง  ผมสังเกตเห็นว่า มีคนๆหนึ่งใช้มือถือขวดน้ำนั้นอยู่ แล้วมือนั้น ก็หยิบขวดน้ำออกจากต้นไม้ แล้วยื่นมาให้ผม “ดื่มซะ” มันเหมือนกับของเหลวที่หยดออกมากจากหลอดเข็มฉีดยา ค่อยๆหยดสู่ปากของผม พลันก็เกิดความสดชื่นขึ้นอย่างแปลกประหลาด โดยผมไม่ต้องดื่มทั้งขวดเลย แค่น้ำไม่กี่หยดก็พอเพียงทำให้สดชื่นอย่างแปลกประหลาด และแล้ว ผมก็เริ่มเห็นหลายๆสิ่งด้วยกัน ผมเห็นมีบันไดพาดจากโลกสู่สวรรค์ ผมเห็นผู้คนจากทั่วโลก ต่างเดินทางมารวมตัวกันเพื่อขึ้นบันได รวมทั้งตัวของผมด้วย ในขณะที่ประตูสวรรค์ปิด ผมก็พบว่า ตัวเองยืนอยู่หน้าประตูอยู่อย่างโดดเดี่ยว และแล้ว ก็มีชายคนหนึ่งเดินมาเปิดประตูพร้อมกับพูดว่า “คุณจะเข้ามาที่สวรรค์หรือไม่ครับ”  ผมก็ตอบกลับว่า “ใช่ครับ ผมจะขอเข้าไป” แล้วเขาก็เปิดบานประตูให้กว้างขึ้น เพื่อให้ผมสามารถเดินผ่านประตูได้สะดวกมากยิ่งขึ้น  ผมไม่รู้ว่า ผู้คนอื่นๆ ไปไหนกันหมด พวกเขาอาจจะอยู่ด้านหลังของผม หรือ พวกเขาอาจจะอยู่ด้านหน้าของผมก็ได้ ชายคนที่มาเปิดประตูให้ผมนั้น ที่มือขวาถือลูกกุญแจอยู่มากมาย ห้อยกุญแจตั้งแต่ปลายนิ้วไปจนถึงบ่าเลยทีเดียว แล้วเขาก็ชี้ให้ผมไปยังที่ห้องๆหนึ่ง  แล้วผมก็เดินเข้าไปในห้อง ผมก็ได้พบ พระเยซูคริสเจ้า พระองค์ทรงให้การต้อนรับผม แล้วให้ผมนั่งลงต่อหน้าเบื้องพระพัตรของพระองค์  โดยระหว่างเราทั้งสองคน มีโต๊ะเล็กๆวางขั้นกลางอยู่ ก่อนที่จะเริ่มอะไร พระองค์ท่านก็หยิบแฟ้มเอกสารที่มีกระดาษเขียนเป็นอักษรอยู่ภายใน แล้วพระองค์ก็ทรงเริ่มอ่านทุกๆอย่างภายในแฟ้ม ซึ่งได้บันทึกสิ่งที่ผมได้กระทำไปทุกอย่างที่อยู่บนโลกใบนี้ จนกระทั่งถึงวันที่ผมก้าวมาสู่ประตูสรวงสวรรค์นี้  และแล้วพระองค์ก็ทรงปิดแฟ้ม แล้วตรัสกับผมว่า “เธอยอมรับการกระทำที่ระบุไว้ในแฟ้มนี้ ระหว่างที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้หรือไม่” ผมก็ตอบรับว่า ผมยอมรับทุกอย่างที่ได้ระบุไว้  ในขณะที่กำลังอ่านอยู่นั้น มันเหมือนการฉายภาพเก่าหรือการถ่ายทอดเรื่องเก่าผ่านวีดีโอ  มันเป็นหลักฐานที่ผมไม่สามารถปฎิเสธ สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วได้เลย  

แล้วพระองค์ก็ตรัสกับผมว่า “ฉันต้องการให้ท่านกลับไปยังโลกของท่าน ซึ่งที่นั่น ฉันมีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการให้ท่านทำ และเมื่อเสร็จภารกิจแล้ว เธอก็จะได้กลับมาที่สวรรค์ แล้วสถิตอยู่ที่สวรรค์ตลอดไป” ผมตอบว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์ที่จะกลับไปอีก ข้าฯต้องการอยู่ที่นี่” แต่พระองค์กลับตอบว่า “ไม่ได้ เจ้าต้องกลับไป” ผมก็ยังคงยืนกรานไม่ต้องการที่จะกลับสู่โลกอีก ท้ายสุด พระองค์ก็อ่อนพระสุระเสียง พร้อมกับชี้แจงในเหตุผลที่ผมจะต้องกลับไปสู่โลก ดังนั้น ก่อนที่ผมจะเดินทางกลับไปยังโลกมนุษย์ ผมได้ขออนุญาตจากพระองค์เรื่องหนึ่ง ผมขออนุญาตไปชมสวรรค์ก่อนที่จะกลับไปยังโลกมนุษย์  ซึ่งพระองค์ก็ทรงอนุญาต แล้วผมก็ไปชมสวรรค์ สิ่งแรกที่ผมได้พบคือ เหล่านางฟ้า กำลังร้องเพลงอย่างไพเราะ โดยนางฟ้าทุกคนมีความสูงเท่ากันหมดเลย  

ไม่มีเครื่องดนตรีใดๆเลย  ไม่มีกลอง แต่เสียงร้องของเหล่านางฟ้า สั่นคลอ ดุจเสียงเครื่องดนตรีอันไพเราะ ผมเกิดความประทับใจมาก จนกระทั่งไม่สามารถอดกลั้น จนต้องไปร่วมร้องเพลงกับหมู่นางฟ้าเหล่านั้น  ผมจึงก้าวเข้าไปเพื่อจะไปร่วมร้องเพลงกับพวกนางฟ้า แต่ปรากฏว่า มีพลังที่มองไม่เห็นหยุดยั้งไม่ให้ผมไปร่วมร้องเพลงด้วย  ผมร้องไห้ด้วยความเสียใจที่ไม่สามารถเข้าไปร่วมร้องเพลงครั้งนี้ (คนที่ยืนล้อมรอบผมสังเกตเห็นผมมีน้ำตาไหลออกมา แต่ไม่สามารถรู้ถึงสาเหตุดังกล่าว – พวกเขาเล่าให้ผมฟังหลังจากเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว) แล้วผมก็ผละไปยังจุดอื่นของสวรรค์ ก็ได้เห็นสถานที่แปลกมีเก้าอี้ใหญ่ตัวหนึ่ง ซึ่งพระเยซูคริสเจ้าประทับอยู่   แต่ผมไม่สามารถเข้าไปได้เนื่องจากไม่ได้อยู่ในวงนางฟ้าที่กำลังร้องเพลงอยู่  

ในขณะที่ผมกำลังเดินชมสวนในสวรรค์ต่อไปเรื่อยๆ  พระเยซูก็ทรงเดินเข้ามาหาผมแล้วตรัสกับผมว่า “เจ้าอย่าลืม เจ้าจะต้องกลับไปยังโลกนะ” ผมตอบรับว่า “ใช่ครับ ผมรู้” แล้วพระองค์ก็พาผมกลับมาใกล้ๆกับสำนักงานของพระองค์แล้วก็เดินต่อไปที่ประตู พบชายคนที่เปิดประตูให้ผมเข้ามายืนอยู่ตรงปากประตู ชายคนนั้น ก็เปิดประตูให้ผมเดินผ่านประตูดังกล่าวโดยไม่มีการสนทนาใดๆเลย แล้วเขาก็ปิดประตู แล้วผมก็ค่อยๆเดินลงบันไดลงมา ระหว่างทางที่เดินลงบันไดมานั้น ผมก็พบกับผู้คนอื่นที่เป็นแบบผม ผมจำอะไรไม่ได้เลยว่า ตัวผมเองมีรูปทรงอะไร รู้แต่ว่า ตัวผมนั้นเป็นเหมือนมวลพลัง ไม่มีความหิว ไม่มีความกระหาย ไม่ต้องการสิ่งใดๆเลย  ชายที่พบเดินผ่านนั้น ก็เป็นชายที่เพิ่งจะเสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่นาทีมานี้เอง (เล่าให้ฟังโดยคนที่ยืนมุงผมในคลินิกหลังจากนั้น)

โดยชายคนที่เสียชีวิตอยู่ในคลินิกที่เดียวกันกับผม ชายคนนั้น ถามผมว่า เกิดอะไรขึ้นในสวรรค์ แล้วผมก็เล่าให้เขาฟังในสิ่งที่เกิดขึ้น  ผมก็ถามกลับว่า เกิดอะไรขึ้นในโลก เขากลับตอบว่า ให้ผมลืมตาดูโลกใบนี้ซิ (โลกใบนี้ในปัจจุบัน) มันช่างเป็นสถานที่สกปรกเหลือเกิน วุ่นวายเหลือเกิน ผมเป็นคนที่สะอาด มีความ บริสุทธิ์เกินไปที่จะมาคลุกอยู่ในโลกใบนี้ 

ระหว่างที่เราทั้งสองคุยกัน ผมแนะนำให้เขารีบเดินทางกลับไปยังสวรรค์ดีกว่า เผื่อบางทีพวกเขาจะรับเขาไปสวรรค์ ผมบอกเขาว่า ผมจำเป็นต้องกลับไปยังโลกมนุษย์ผมต้องมีภารกิจในการทำบางอย่างซึ่งผมยังไม่รู้ว่าคืออะไร จะรู้ต่อเมื่อกลับไปถึงโลกเท่านั้น  ผมจุมพิตเขาแล้วก็บอกลาแล้วก้าวกลับมายังโลกมนุษย์ ขณะที่กลับมายังโลกใกล้กับร่างกายของผมซึ่งนอนอยู่บนเตียงคนไข้ ผมก็ได้เห็นร่างกายของตัวผมเอง  ขณะนั้น นายแพทย์ได้ลงความเห็นว่าผมถึงแก่กรรมตั้งแต่เวลา 20.00 น.ของคืนก่อนหน้านี้  ผมเสียชีวิตในคืนที่ผ่านมา และฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้งหนึ่งในเวลา 07.00 น.ของเช้าวันถัดไป  ผมมองดูร่างกายของผมบนเตียง  ผมบ่นงึมงัม และดูแคลนร่างกายที่ไร้ชีวิตของตัวผมเอง มันช่างเสียเวลาและโง่เง่ามากนัก สำหรับร่างกายที่ไม่มีจิตวิญญาณของตัวผม 

ผมจำเป็นต้องกลับเข้าร่างของผมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งใจจริงผมก็ไม่อยากจะกลับเข้าไปเลยสำหรับร่างกายที่แสนจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย  ผมไม่สามารถบอกได้ว่า ผมกลับเข้ามาในร่างกายที่ตายไปแล้วของผมด้วยวิธีใด  แต่มันก็ดูเหมือนกับท่านล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของท่านอย่างไรก็อย่างนั้นแหละ  ขณะที่ผมกำลังเข้าร่างของผมนั้น ผมจำได้ว่า นายแพทย์ได้พูดอะไรกับผม  ท่านผู้ว่า ผมถึงแก่กรรมไปแล้ว  และข่าวเรื่องการตายของผมก็เริ่มแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้าน  มันเป็นเรื่องเศร้ามากที่คนเราสามารถเกิดและตายได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต  พวกเขาเริ่มหาสถานที่สำหรับฝังศพตัวผม  และแล้ว เมื่อผมกลับมายังร่างของผมอีกครั้งหนึ่ง  ผมมีการขยับเขยื้อนแขนของผมเล็กน้อย ทำให้คุณป้าของผมที่อยู่ในคลินิกเริ่มสังเกตเห็น ท่านร้องไห้น้ำตาลไหลพราก แล้วเอามือมาประคองร่างของผม  ท่านเป็นคนแรกที่ประกาศว่า ผมยังมีชีวิตอยู่  และกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง  ทั้งนายแพทย์ พยาบาล และนักสังคมสงเคราะห์วิ่งเข้ามาที่ห้องด้วยความกลัว   ด้วยความงุนงง คุณหมอ ได้ตรวจสอบผมอีกครั้งหนึ่ง และสารภาพว่า  ผมยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้ตายไป และคุณหมอก็ต้องขอโทษที่เป็นผู้กระจายข่าวเรื่องความตายของผม  หากแต่ว่า ท่านหันกลับมาพิจารณาร่างกายของผมก็จะเห็นว่า ผมสามารถเห็นกระดูกในร่างกายผ่านผิวหนังแบบใสจนมองทะลุได้  ผมไม่รู้สึกว่าเวลาผ่านไปแล้วถึง 15 วันที่ผมยังอยู่ที่นั่น  หลังจากนั้น ผมก็เริ่มรับประทานอาหารแบบเด็กทารก อุ้มผมออกไปข้างนอกห้อง แล้วอุ้มผมกลับมาในห้องอีก เหมือนกับอุ้มร่างกายที่มีซี่โครงกระดูกเข้าและออกนอกห้อง 

ภาพยังติดตาผมอยู่เลย ผมเห็นบางอย่างที่ถูกเรียกว่า มนุษย์ ถูกทำลายอันเนื่องจากบาปกรรมที่พวกเขาได้กระทำลงไป  ผมก็อยู่ในคิวที่จะต้องถูกฆ่าด้วยเช่นกัน   แต่ก็มีบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งผมไม่มีความรู้ บอกให้แก่ผู้ที่จะฆ่าผมว่า เขารู้จักตัวผมดี ผมจึงถูกไว้ชีวิตไม่ถูกฆ่าตาย  ในขณะที่คนอื่นๆเป็นจำนวนมากมาย  ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความตายนั้นได้ 

และแล้วเมื่อผมกลับมามีแรงตามปกติเหมือนเช่นเคย ผมนั่งอยู่ท่ามกลางบุคคลต่างๆที่ถูกฆ่าอันเนื่องจากบาปกรรมของพวกเขาที่ได้ทำลงไป เลือดนองทั่วพื้นปฐพี  พวกเขาเหล่านั้น ให้ผมหุบปาก เพราะว่าในสายตาของพวกเขานั้น ตัวของผมเหมือนกับนักพยากรณ์ที่ชั่วร้ายที่มาเดินเพ่นพ่านในโลกมนุษย์ที่สุขสงบนี้ 

เมื่อผมเล่าให้พวกเขาได้ฟังถึงเรื่องสวรรค์ พวกเขากลับไม่มีความเชื่อเรื่องนี้แต่อย่างไร  แต่ผมก็ยืนยันให้เขารู้ว่า สวรรค์มีจริงแน่นอน  ทุกๆสิ่งที่พวกเขาทำ ได้ล่วงรู้ถึงสวรรค์ทุกเรื่อง  ผมบอกพวกเขาว่า ชีวิตของมนุษย์เป็นแค่เงาเลือนรางเท่านั้น และจะมีชีวิตที่ถาวรไปสถิตอยู่บนสรวงสวรรค์ชั่วนิจนิรันดรอย่างแน่นอน 

13 ปีผ่านพ้นไปอย่างช้าๆ  ผมก็ยังถูกครอบงำด้วยความกลัวอยู่เหมือนเดิม ผมยังคงพร่ำถามพระผู้เป็นเจ้าอยู่เสมอว่า “พระผู้เป็นเจ้ามีพระประสงค์จะให้ข้าทำอะไร” มันเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วที่ผมจำได้อย่างแม่นยำว่า ผมกลับมายังโลกใบนี้ เพื่อปฏิบัติภารกิจบางสิ่งบางอย่าง ให้เสร็จสิ้น เสร็จภารกิจแล้ว ผมก็จะได้กลับขึ้นไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าบนสรวงสวรรค์ตลอดไป 

และแล้วคืนวันหนึ่ง พระเป็นเจ้าก็ได้เสด็จ พร้อมกับเทศนาถึงความเป็นจริง (ในพระวจนะของพระองค์) พร้อมกับให้ผมดำเนินการเผยแพร่พระวจะที่เป็นความจริงของพระองค์ให้แก่มวลมนุษย์ได้ล่วงรู้ถึงความจริงของชีวิตในอนาคต  - ซึ่งผมก็ยังคงทำอยู่จนทุกวันนี้