จีนอาร์ ประสบการณ์ความตาย 6166

Home Pageประสบการณ์ใกล้ตาย – เรื่องเล่าล่าสุดเล่าประสบการณ์ใกล้ตายของคุณ

รายละเอียดเกี่ยวกับประสบการณ์

ฉันตื่นขึ้นมา ก็พบว่า ตัวเองนอนอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว แต่ก็รู้สึกว่า ไม่สามารถหายใจได้ด้วยตัวเองแล้ว กระดูกทุกท่อนในร่างกายของฉันดูเหมือนจะพร้อมใจกันสร้างความเจ็บปวดให้แก่ตัวฉันเหลือที่จะพรรณนา ฉันรู้สึกตกใจมากจนตั้งสติไม่ได้ หากฉันสามารถถอดเสื้อผ้าออกจากตัวฉันได้แล้ว ฉันก็คิดว่า ผิวหนังของฉันคงทำหน้าที่แทนจมูกในการหายใจได้เอง ฉันรู้ว่า ฉันอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างวิกฤติ  พยายามจะหาปุ่มกดเรียกความช่วยเหลือจากพยาบาล  ฉันคิดเองเออเองว่า “ฉันคงทำตัวเป็นที่น่าเบื่อหน่าย พวกเขาไม่ต้องการให้ฉันตามพยาบาล จึงซ่อนปุ่มกดเรียกความช่วยเหลือพยาบาลไปให้พ้นจากสายตาของฉัน พวกเขาต้องการให้ฉันตายแน่นอน” ฉันเริ่มกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดความฟุ้งซ่านติดตามมา ฉันเริ่มต้นคุยกับตัวเอง เพื่อหาทางสกัดความคิดฟุ้งซานเหล่านั้นให้หมดไป ฉันพูดกับตัวเองว่า “นี่นะ ตัวเรากำลังนอนอยู่ที่โรงพยาบาลนะ พวกเขาเก็บปุ่มกดเรียกไว้ที่ไหนสักแห่ง หรือ เขาอาจปิดเครื่องก็ได้ ตั้งสติให้ดีหน่อย ค่อยๆหา เดี๋ยวก็เจอเองแหละ” ในที่สุดฉันก็เจอปุ่มกดแล้ว มันอยู่ด้านบนขวาของแขนของฉันนั่นเอง โดยมัดอยู่กับขอบราวเตียงนั่นเอง พอเริ่มรู้สึกตัวว่า เจ็บมากขึ้น ฉันก็รีบกดปุ่มเรียกพยาบาลทันที มีเสียงตอบรับทางลำโพงจากพยาบาล สอบถามถึงวัตถุประสงค์ที่กดเรียก  ฉันบอกพยาบาลว่า ฉันกลัวมาก จนหายใจแทบไม่ออกอยู่แล้ว

            พยาบาลก็เข้ามาที่ห้องของฉันและพูดกับฉันอย่างอ่อนโยนในขณะที่กำลังวัดความดันโลหิตของฉันอยู่  ผลความดันของฉันอยู่ที่ระดับ 0/30 นั่นแปลว่า การเดินทางเฉียดความตายของฉันกำลังเริ่มขึ้นแล้ว

            ในหลายๆวันต่อมา หัวฉันของฉันหยุดเต้นไป 4 ครั้ง ครอบครัวฉันเล่าให้ฟังหลังจากนั้นว่า  ฉันเกือบจะไม่ได้มีชีวิตอีกต่อไปแล้ว งวดนี้ ทำให้ฉันมีประสบการณ์เฉียดความตายถึง 2 ครั้งแล้ว แต่ฉันก็ไม่รู้สึกตัวในเหตุการณ์ดังกล่าวเลย

            การเฉียดตายครั้งที่หนึ่ง ฉันเดินไปตามทางที่มีแสงสว่างไสว ฉันรู้สึกว่า ฉันเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ฉันไม่เคยได้รับรู้ถึงความรักอันทรงพลังครั้งนั้นเลย

            แล้วฉันก็กลับไปสู่ภาวะฉากชีวิตในอดีตที่ผ่านมา เป็นฉากชีวิตในอดีตของฉันที่เกี่ยวข้องกับผู้คน  และฉันก็มั่นใจว่า ผู้คนเหล่านั้นก็รู้สึกได้ดีถึงความเป็นสัมพันธภาพที่มีต่อกันและกัน ฉันสัมผัสได้ถึงความรักของพวกเขา ความเจ็บปวด ความบาดเจ็บของพวกเขา ในสิ่งที่ฉันเคยทำต่อพวกเขามาก่อน  ความเจ็บปวดและความทรมานของพวกเขาที่เกิดจากฉัน ทำให้ ฉันรู้สึกไม่ดีต่อตัวเอง ทำให้ฉันรู้สึกว่า “ฉันควรจะทำดีกับพวกเขาให้มากกว่านี้” แต่ส่วนใหญ่ที่ฉันได้สัมผัสก็คือ ความรัก ซึ่งดูแล้วก็ไม่เลวจนเกินไป

ไม่มีใครมาต่อว่าฉันในสิ่งที่ฉันทำอะไรล่วงเกินพวกเขาไปบ้าง แต่ตัวฉันเองกลับรู้สึกถึงความผิดที่ได้กระทำลงไป  ฉันโทษตัวฉันว่า ฉันมันไม่ดีเอง

            แล้วพวกเขาก็ถามฉันว่า ฉันอยากจะอยู่ที่นี่กับพวกเขา หรือจะกลับไป  ฉันตอบพวกเขาว่า ลูกชายของฉันทั้งสองคนยังคงต้องการฉันและฉันจำเป็นต้องกลับไปหาลูกชาย  ทันทีทันใด ฉันก็รู้สึกตัวว่า  ฉันได้กลับคืนเข้าสู่ร่างกายของฉันอีกครั้งหนึ่ง  ที่รู้ได้ก็เพราะว่า ฉันเริ่มรู้สึกถึงความเจ็บปวดในข้อต่อของร่างกายของฉันอีกแล้ว  แต่ฉันก็จำอะไรไม่ได้มากนัก ท่ามกลางความเจ็บปวด ฉันก็ยังระลึกได้ถึงความรักที่มีอยู่อย่างอบอุ่นจากพวกเขา และแล้วก็เริ่มพักเอาแรงอีกครั้ง

            ประสบการณ์เรื่องความตายครั้งที่สองเกิดขึ้น โดยฉันพบว่าฉันกำลังเดินอยู่ในตัวเมือง และมีคนบอกฉันว่า มันคือเมืองแห่งพระเจ้า  ฉันรู้สึกว่า ฉันกำลังเดินไปที่อ่างน้ำพุโดยมีชายสวมเสื้อคลุมยาวพร้อมกับขมวดปมสายรัดที่เอวยืนอยู่ข้างๆ  ชายคนนั้นพูดกับฉันว่า  เขาจะเป็นคนพาฉันเที่ยวรอบๆเมือง และยินดีตอบปัญหาทุกคำถามของฉันหากมี เนื่องจากฉันได้รับการอบรมและเลี้ยงดูแบบแคทอริก จึงไม่สามารถเข้าไปเดินในบริเวณโบสถ์ของคริสเตียนได้ และถือว่าเป็นบาป ทำให้ฉันสงสัย และตั้งคำถามว่า “ศาสนาอะไรเป็นศาสนาที่ถูกต้องที่สุด” ก็มีคำตอบกลับมาว่า “ทุกศาสนาก็เป็นศาสนาที่ถูกต้องที่สุดแล้ว เพราะแต่ละศาสนาก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันก็คือการสอนคนให้เป็นคนดี” แล้วฉันก็ได้เห็นภาพของภูเขาสูงใหญ่ลูกหนึ่ง โดยมีกลุ่มของแต่ละศาสนา พยายามไต่ขึ้นสู่ยอดเขา แต่ละกลุ่มที่กำลังไต่ขึ้นไป ก็มีระยะทางที่ห่างกันพอสมควรแล้วแต่กลุ่มใครกลุ่มมัน แต่ทุกกลุ่มก็มีเป้าหมายจุดเดียวกันคือการพยายามไต่ให้ถึงยอดเขานั่นเอง

            นอกจากนี้ ฉันยังได้รับการบอกเล่าว่า บุคคลที่ได้เกิดมานี้ ถูกเลือกเกิดจากศาสนาที่พวกเขาเลือกกันเอง โดยศาสนาต่างๆ จะช่วยนำพาพวกเขามาที่ภูเขานี้เพื่อได้เรียนรู้ในชีวิตของตน  ฉันได้รับคำแนะนำว่า โลกใบนี้ ก็เหมือนกับโรงเรียนใหญ่แห่งหนึ่ง  เป็นสถานที่ที่พวกเราจะได้เรียนรู้ถึงจิตวิญญาณ และได้ทดสอบตัวเองผ่านความกดดันในชีวิตต่างๆ เพื่อให้พิสูจน์ให้ได้ว่า  ท่าน สามารถ “สอบผ่าน” เพื่อเรียนรู้การอยู่รอดหรือไม่ โดยพื้นฐานแล้ว โลกใบนี้ เป็นเสมือนสถานที่ที่เราจะมีชีวิตอยู่ร่วมกัน ได้เดินเคียงข้างกัน ได้เรียนรู้นิสัยของกันและกัน มันทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่า บางคนมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ด้วยเป้าหมายและแง่มุมมองอย่างเดียวเท่านั้น แต่บางคนเกิดมาในโลกนี้เพื่อมีเป้าหมายและแง่มุมมองหลายๆอย่างพร้อมกัน แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เกิดมาในโลกใบนี้ ไม่เพียงแต่ทำงานเพื่อช่วยตัวเองเท่านั้น แต่ขณะเดียวกัน ก็เกิดมาเพื่อทำงานช่วยเพื่อนร่วมโลกด้วย

            ในอีกแง่มุมหนึ่ง ในทางโลกนี้ ท่านจะต้องหาอาหารมาเลี้ยงปากท้อง หาเครื่องนุ่งห่มมาห่อหุ้มร่างกาย หาที่พักกายเป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งดูเหมือนท่านต้องอยู่ภายใต้ความกดดันต่างๆ เพื่อความอยู่รอดของชีวิตในโลกใบนี้ ซึ่งท่านต้องดำรงชีวิตอยู่ให้ได้ในโลกใบนี้ แต่อีกด้านหนึ่งก็คือการที่ได้อยู่ร่วมกัน และการดูแลซึ่งกันและกันนั่นเอง

เราไม่อาจคาดหวังว่า มนุษย์จะมีความสมบูรณ์ในโลกนี้  แต่จะเป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

            ประสบการณ์ในชีวิตบนโลกใบนี้ก็คือการเดินตามแนวทางที่ได้ถูกกำหนดไว้ ซึ่งบ่อยครั้งได้สอนให้เราเกิดมีความรู้และประสบการณ์ของชีวิต เพื่อให้เราได้ตระหนักว่า เราเกิดมาในโลกใบนี้ เพื่อได้เรียนรู้ในชีวิตและได้ผ่านการทดสอบให้เกิดความแข็งแกร่ง แล้วเราก็จะได้เห็นภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับชีวิตในโลกใบนี้

            ฉันถูกนำพาไปชมห้องสมุดแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งมีหนังสือที่มีปกทำด้วยทองคำ เป็นหนังสือที่แสดง อรรถชีวิตของคนที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ที่ได้ประสบความสำเร็จของชีวิตในโลกใบนี้ แสดงสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ได้ประสบและผ่านการทดสอบชีวิตแล้ว

            ฉันได้ไปเยือนและชมอีกด้านหนึ่งของเมืองนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นจิตวิญญาณของพวกนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ ศิลปกรรม นักคิดค้น  ซึ่งเป็นกลุ่มที่ช่วย “สร้างและประดิษฐ์” สิ่งใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ให้แก่มวลมนุษย์ นอกจากนี้ ยังมีสิ่งอื่นๆอีกมากมายเหลือคณานับ แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่จะบอก ก็คือ ความรักที่เข้ามาแทรกซ้อนทุกสิ่งเหล่านั้น ความรักที่มีต่อทุกคนในโลก ความรักที่มีต่อโลกใบนี้ ทุกคนทำงานด้วยความรัก ทำงานอย่างมีความสุข การติดต่อสื่อสารไม่จำเป็นต้องมีเป็นรูปร่างหรือตัวตน ทุกคนสื่อสารเข้าใจกันโดยการสนทนาที่มองไม่เห็นไม่ต้องมีเปล่งเสียงดังออกมาเลย ทุกคนมีความคิดร่วมกันอย่างมีความสุข

            ขณะเดียวกัน ฉันก็ได้สัมผัสในแง่มุมมืดของเมืองด้วย  ในมุมที่มนุษย์แก่งแย่งชิงดีกัน เพื่อหวังแต่เพียงวัตถุอย่างเดียว ทุกคนต่างต้องการแสดงความเป็นเจ้าของในวัตถุนิยมที่ต้องเห็นว่า เป็นสิ่งที่ตนเองต้องการ พวกเขาจะไม่เคยหันหน้าเข้าหาพระเจ้าเลย  เวลามีปัญหาแทนที่จะเข้าหาพระเจ้าเพื่อขอความช่วยเหลือ กลับหันเหไปทิศทางอื่นที่ตนเองเห็นว่า มีวัตถุที่สามารถใช้ช่วยตัวเองได้ ชั่วครั้งชั่วคราว ตนก็จะหันไปทางนั้นทันที โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง  และพวกเขาเหล่านั้น ก็จะหลงทางเดิน สะเปะสะปะไปตลอดชีวิต

            เมืองที่ฉันได้เห็น มีสถานที่แตกต่างกันมากมาย แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไปอีก  มีทั้งโรงเรียน ห้องสมุด  โรงภาพยนตร์ รวมทั้งก็มีศาสนสถานของพระเจ้าด้วย

            ในที่สุด ฉันก็ถูกนำพาไปยังห้องโถงใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีแสงส่องสว่างที่สดใสมาก ณ ที่ฉันยืนอยู่เป็นบัลลังนั่งใหญ่โตอยู่ตรงข้ามฉัน ฉันเห็นแต่ความสุขสว่าง แต่ไม่ได้เห็นเป็นรูปร่างของมนุษย์แต่อย่างไร โดยสามารถสัมผัสถึงความอบอุ่นของความรักจากแสงสว่างดังกล่าวได้อย่างชัดเจน  ฉันรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างมาก ที่ได้มายืนอยู่ ณ จุดนี้   แล้วก็มีเสียงปรากฏออกมาว่า “เจ้าทำดีแล้วลูกรักของข้า” ความรักและความอบอุ่นที่ได้สัมผัส ทำให้เกิดความ ปิตติจนต้องหลั่งน้ำตาออกมาเลย

            นี่หรือคือพระเจ้า ??? ฉันไม่เข้าใจเลย ฉันกลับมาด้วยความเปี่ยมสุขจากความรักที่ได้รับและได้แสดงออกมา ฉันได้กลับมาสู่ในโลกที่แท้จริงอีกครั้งหนึ่ง  ฉันไม่ได้เกลียดหรือกลัวความตาย แต่ฉันยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากมาย  ฉันไม่กลัวตาย เพราะว่าวันหนึ่งฉันก็ต้องกลับไปหามันอีกครั้งหนึ่ง และอยู่ร่วมกับมัน

            สิ่งเหล่านี้สำคัญและจำเป็นไหม ฉันสามารถกล่าวได้ว่า การมี สัมพันธ์ภาพที่ดีต่อมนุษยชาติด้วยกัน การที่มีความรักที่บริสุทธิ์ การเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ศาสนาไม่ใช่พระเจ้า แต่ศาสนาเพียงแต่เป็นวิถีทางที่จะให้เราเดินตามทางเหล่านั้น 

            สิ่งที่สำคัญที่ฉันอยากจะย้ำอีกครั้งก็คือ การให้ความรักต่อกัน รักเพื่อนบ้านเหมือนเจ้ารักตัวเจ้าเอง  ให้ความเอาใจใส่ต่อกันและกัน เท่าที่ท่านสามารถจะทำได้